← กลับหน้าแรกกระทรวงเกษตรฯ ให้ตรวจสอบการจดทะเบียนกะเพราแก้วจุรี 01–04 หลังเกิดคำถามเรื่องสิทธิเกษตรกรและประโยชน์จากงานวิจัยร่วมมหาวิทยาลัยรัฐ ด้านซีพีแรมระบุพัฒนาเพื่อใช้ในโรงงาน ไม่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์แก่ประชาชนทั่วไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กะเพราแก้วจุรี 01–04 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด หลังเกิดข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตสิทธิของบริษัทและผลกระทบต่อเกษตรกร โดยรายงานของมติชนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า คาดว่าจะมีความชัดเจนจากการตรวจสอบในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ คำชี้แจงของภาครัฐยืนยันว่าการคุ้มครองจำกัดเฉพาะพันธุ์ที่จดทะเบียน ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทั้งหมดในประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวเริ่มเป็นที่ถกเถียงช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 เมื่อมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ตั้งคำถามต่อการให้เอกชนถือสิทธิในกะเพราที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์จากงานวิจัย ต่อมามีข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก การใช้ประโยชน์จากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง และโอกาสผสมข้ามกับกะเพราพื้นเมือง
ตามรายงาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เปิดให้เอกชนวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เพื่อขอรับความคุ้มครองได้ เกษตรกรยังปลูกและใช้ประโยชน์จากกะเพราทั่วไปได้ตามปกติ ส่วนการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต้องพิจารณาสิทธิและการอนุญาต โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมขั้นตอนวิจัยและยื่นจดทะเบียน ความเหมือนหรือแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม ตลอดจนผลกระทบต่อประชาชน
กรมวิชาการเกษตรระบุว่า มีกะเพราขึ้นทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01–04 ของซีพีแรม และอีกหนึ่งสายพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประชาชนยังซื้อกะเพราทั่วไปมาปลูก เก็บใบขาย ประกอบอาหารหรือแปรรูปได้ ส่วนการเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อทำได้ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย ซึ่งต้องแยกจากการผลิตหรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์คุ้มครองเชิงการค้า กรมยังชี้แจงว่า บริษัทได้ขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า เสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว
ข่าวสดรายงานปฏิกิริยาต่อคลิปติ๊กต็อกของกวินท์ ดูวาล โดยข้อสันนิษฐานเรื่องความสัมพันธ์ยังเป็นความเห็นของผู้ชม
กีฬานักเทนนิสสเปนยกผลงานซเวเรฟและเชลตันเป็นสัญญาณการแข่งขันที่เปิดกว้าง พร้อมให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวช่วงพรีซีซั่น
สิ่งแวดล้อมสุชาติระบุสภาอุทยานธรณีโลกเห็นชอบเสนอรับรองขอนแก่น หากผ่านขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งที่สามของไทย
ซีพีแรมชี้แจงว่า พัฒนากะเพราทั้งสี่สายพันธุ์เพื่อให้ได้กลิ่น รส การเติบโต และผลผลิตที่เหมาะกับการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์แก้วจุรีแก่ประชาชนทั่วไป แต่ให้เกษตรกรในเครือข่ายปลูกเพื่อส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน พร้อมระบุว่าตนไม่ได้เป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ โดยอ้างว่าปัจจุบันมีกะเพรามากกว่า 200 สายพันธุ์ และมีผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 8 แบรนด์
สำหรับที่มาของพันธุ์ มติชนอ้างเอกสารคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ฉบับที่ 174 และ 177 ซึ่งระบุซีพีแรมเป็นผู้ขอจดทะเบียน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นแหล่งที่มาของพันธุ์ ทั้งสี่สายพันธุ์พัฒนาจากกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 ด้วยวิธีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม แล้วคัดเลือกต้นตามลักษณะที่ต้องการ ก่อนปลูกทดสอบที่มหาวิทยาลัยและพื้นที่บริษัทในจังหวัดปทุมธานี ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2565
ข้อมูลทางกายภาพในเอกสารที่รายงานอ้างถึงแสดงความแตกต่างของทั้งสี่พันธุ์ แก้วจุรี 01 สูงเฉลี่ย 69.70 เซนติเมตร ใบยาว 5.75 เซนติเมตร กว้าง 3.81 เซนติเมตร จึงเตี้ยและใบแคบที่สุดในกลุ่ม แก้วจุรี 02 สูง 84.80 เซนติเมตร ใบยาว 6.20 เซนติเมตร กว้าง 4.04 เซนติเมตร มีใบยาวที่สุด ส่วนแก้วจุรี 03 สูง 85.70 เซนติเมตร ใบยาว 5.90 เซนติเมตร กว้าง 4.09 เซนติเมตร มีใบกว้างที่สุด ขณะที่แก้วจุรี 04 สูง 87.60 เซนติเมตร ใบยาว 5.58 เซนติเมตร กว้าง 4.01 เซนติเมตร สูงที่สุดแต่ใบสั้นที่สุด ตัวเลขเหล่านี้เป็นลักษณะจำแนกพันธุ์ ไม่ใช่ผลยืนยันว่าพันธุ์ใดให้ผลผลิต กลิ่น หรือรสชาติดีกว่า
ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ซีพีแรมเป็นผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนาแก้วจุรีทั้งหมด โดยมุ่งให้เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง ส่วนกะเพราในตลาดมีลักษณะและการใช้งานหลากหลาย เช่น รหัส 034 ใบเล็ก มีกลิ่นหอม เหมาะกับการปลูกเป็นผักสวนครัว และรหัส 059 ใบใหญ่ เหมาะกับร้านอาหาร การพัฒนาพันธุ์สำหรับโรงงานจึงไม่ได้เป็นหลักฐานว่าพันธุ์ทั่วไปมีคุณภาพด้อยกว่า
มหาวิทยาลัยยังมีพันธุ์ KU 034-C8-24 ซึ่งพัฒนาจากกะเพราพื้นเมืองรหัส 034 และยื่นจดทะเบียนคุ้มครองเมื่อปี 2567 ผศ.ดร.ชัชมาศระบุว่าพันธุ์นี้ใบเขียว หนาใหญ่ มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน ปัจจุบันศูนย์เหลือต้นพันธุ์หนึ่งต้นและยังเก็บเมล็ดไว้เพื่อแจกจ่าย แม้ไม่ได้พัฒนาพันธุ์นี้ต่อ แต่กำลังพัฒนาเทคนิคปักชำเพื่อขยายต้นให้เกษตรกรและประชาชนทดลองปลูก สำหรับข้อกังวลเรื่องผสมข้ามพันธุ์ ผู้วิจัยระบุว่าโอกาสเกิดมีน้อยมาก เพราะการทดลองในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลองยังไม่สามารถทำให้เกิดการผสมข้ามดังกล่าวได้ อีกทั้งกะเพรากลุ่มนี้ติดเมล็ดยาก
ด้านการอนุรักษ์ ศูนย์วิจัยฯ ระบุว่าเก็บรักษาเมล็ดกะเพรา 135 สายพันธุ์ โดยมีการเก็บในห้องเย็นระยะสั้น 5–10 ปี และระยะกลาง 15–20 ปี รวมทั้งเก็บเมล็ดพืชผักกว่า 40 ชนิด รวมมากกว่า 14,000 รายการ ศูนย์ยังเตรียมเผยแพร่กะเพราสายพันธุ์ใหม่ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างยื่นจดทะเบียนคุ้มครอง พร้อมจัดทำคู่มือปลูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของศูนย์
ในประเด็นผลประโยชน์จากความร่วมมือ ผศ.ดร.ชัชมาศชี้แจงว่าศูนย์ได้รับองค์ความรู้และข้อมูลจากการวิจัยร่วม ไม่ได้รับผลตอบแทนเชิงธุรกิจหรือส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ศูนย์ ส่วนรายละเอียดงบวิจัยเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นความลับทางการค้าระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัท โดยศูนย์ทำหน้าที่พัฒนา คัดเลือก และส่งมอบเมล็ดพันธุ์ตามข้อตกลง ประเด็นนี้เป็นคำชี้แจงคนละส่วนกับที่กรมระบุว่ามีการแบ่งปันผลประโยชน์เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ขณะที่ผลตรวจสอบการจดทะเบียนและขอบเขตสิทธิของบริษัทเป็นขั้นตอนที่ต้องติดตามต่อไป